|
“กรุงเทพไอที” มีโอกาสได้พบปะและพูดคุยกับหญิงแกร่งคนหนึ่ง ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการทำงานของแวดวงธุรกิจ เป็นหนึ่งในผู้มีอำนาจชี้ขาดและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จทางความคิดของบุคคลหลายกลุ่ม เป็นทั้งมิตรและศัตรูของคนหลายๆ คนที่ต้องเสียประโยชน์บ้างได้ประโยชน์บ้างตามสัจธรรมของการใช้ชีวิต
“นางปัจฉิมา ธนสันติ” อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา คนที่ 9 คือผู้หญิงคนนั้น คนที่แม้จะมีโอกาสได้วิสาสะกันเพียงชั่วโมงเศษๆ แต่ก็ทำให้รู้สึกได้ว่า ผู้หญิงคนนี้มีเลือดนักสู้อยู่ในตัวเต็มเปี่ยม ถึงจะยืนอยู่บนจุดที่สูงจนหนาวแค่ไหน มีภาระต้องพูดเรื่องเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมากับคนหลายกลุ่มที่ผ่านเข้ามาในแต่ละวันมากเพียงใด ก็ไม่เคยแสดงออกถึงความเหน็ดเหนื่อยและยังคงรักษาใบหน้าและแววตาที่เปื้อนยิ้มไว้อยู่เสมอ
เธอ มีวิธีการรับมืออย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น อะไรคือจุดยืนของการมุ่งหน้าสู่การทำงานบนความขัดแย้งที่ไม่ว่าจะทำดีหรือไม่ ก็มิอาจหลีกหนีเสียงติฉินนินทาไปได้ และมุมมองต่อคำถามที่ว่าด้วยเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนในพันธกิจในมือที่หลายคนยังคาใจ บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้มีคำตอบ...
ปลดบัญชีดำ “พีดับบลิวแอล”
นางปัจฉิมา กล่าวถึงแนวทางการทำงานที่ผ่านมาและช่วงรอยต่อการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลว่า ยุทธศาสตร์หลักยังคงมุ่นมั่นในจุดยืนของตัวเองที่มีหน้าที่ปรามปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไม่ว่าจากช่องทางใดก็ตาม ขณะนี้หน้าที่ที่ต้องทำยังคงเหมือนเดิมเพียงแต่อาจมีประเด็นใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ต้องปรับแก้ให้การทำงานสอดคล้อง และครอบคลุมมากขึ้น
เธอยกตัวอย่างถึงกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต ว่าเป็นอีกหนึ่งงานที่กำลังเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นหลังจากที่ยื่นเรื่องไปตั้งแต่ปี 2548 ขณะนี้ผ่านการชี้แจง และผ่านการนำเสนอกับคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ที่เหลือคือรอให้คณะรัฐมนตรีส่งต่อไปยังสภาเพื่อพิจารณาต่อไป
“เข้าใจว่าช่วงนี้เป็นฤดูของการเปิดสภา ถ้ากฎหมายหลายๆ ฉบับที่เรากำลังผลักดันเข้าไปทั้งเรื่องความลับทางการค้า เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ตทำได้ทันก็คงดี แต่เท่าที่ทราบมีเรื่องที่รออยู่มากกว่า 200 เรื่อง ฉะนั้นจึงไม่อาจตอบได้ว่าจะสำเร็จเมื่อใด แต่ก็หวังว่าครม.จะให้ความสำคัญและมองเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ถ้าผ่านไปได้ไทยจะได้หลุดจากบัญชีพีดับบลิวแอล หรือประเทศที่ถูกจับตามองการไม่ให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเสียที”
พร้อมระบุว่า การใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เติบโตสูงมากทำให้การปราบปรามยากขึ้น ประเด็นที่ต้องแก้ไขในกฎหมาย เช่น เรื่องการทำซ้ำ เผยแพร่ การแชร์ไฟล์ ดาวน์โหลดจากเว็บบิท พีทูพี โซเชียลเน็ตเวิร์ค หรือเรื่องไอเอสพีที่ผู้ให้เช่าพื้นที่เข้ามารับผิดชอบด้วย ส่วนผู้ที่เช่าใช้ของต่างประเทศที่ไม่สามารถใช้กฎหมายไทยจัดการได้ต้องอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมากับสหรัฐเมื่อขอความร่วมมือไปก็จัดการให้
ขณะเดียวกัน พ.ร.บ.คอมพ์ของกระทรวงไอซีทีก็ยังมีเนื้อหาที่ไม่ครอบคลุมการละเมิดลิขสิทธิ์ และเครื่องหมายการค้ามากพอ ฉบับใหม่ที่แก้กันอยู่ก็ยังไม่ลงตัว
อย่างไรก็ดี ระหว่างรอ กรมยังคงเดินหน้าทำงานเชิงรุกต่อไป ไม่ได้ตั้งรับอย่างเดียว ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกเปิดให้แจ้งเบาะแสเข้ามา และส่งเรื่องต่อไปยังดีเอสไอเพื่อดำเนินการ
“การร่วมงานกับรัฐบาลชุดใหม่ไม่ได้ก่อให้เกิดความกังวลอะไร ขณะนี้เตรียมเสนองานให้รมต.คนใหม่ไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งเรื่องการปราบปราม อบรม ประชุม ความร่วมมือกับต่างประเทศ ไม่ต่ำกว่า 5 โครงการโดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนส.ค.นี้เป็นต้นไปเลย”
ศก.สร้างสรรค์ควรมีต่อ
ข้อมูลล่าสุดปี 2554 ระบุว่า ในอาเซียนประเทศไทยเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ การศึกษาวิจัยอยู่ลำดับที่ 3 รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย การขอเครื่องหมายการค้าอยู่อันดับ 2 รองจากเวียดนาม ด้านการออกแบบครองอันดับที่ 1 เพราะคนไทยเก่ง มีสินทรัพย์ให้นำไปใช้จำนวนมากแต่ยังไม่นำไปใช้อย่างเต็มที่
อธิบดีคนเดิมบอกว่า เรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต้องฝากให้รัฐบาลใหม่พิจารณาว่าจะทำอย่างไรถึงจะเหมาะสม เธอมองว่าควรมีต่อไปเพราะทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง
ล่าสุดเดือนก.ค.ในเวทีอาเซียน เธอได้รับตำแหน่งประธานคณะทำงานความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน ซึ่ง 2 ปีจากนี้ไป เชื่อว่าจะได้เห็นบทบทบาทที่มากขึ้นของประเทศไทยในฐานะแกนนำการจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
พร้อมกับเผยว่า อาเซียนเป็นคู่ค้าที่สำคัญ และเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย ปี 2553 มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปยังอาเซียนสูงถึง 43,000 ล้านดอลลาร์ อันดับ 2 ญี่ปุ่น อันดับ 3 สหรัฐ อันดับ 4 สหภาพยุโรป คิดเป็นสัดส่วน 22.7% ของยอดการส่งออกไปไทยไปทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ถึง 36.46%
“เมื่อเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนไทยต้องเตรียมพร้อมข้างในให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็จะแข่งขันกับเขาไม่ได้ เราเองต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง อย่าไปอิงกับต่างประเทศมากเกินไป”
เดินหน้าแปรรูปสู่องค์การมหาชน
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวถึงแผนการนำกรมแยกเป็นองค์การมหาชน ภายใต้สังกัดกระทรวงพาณิชย์ว่า ก่อนหน้านี้ ได้วิจัยความเป็นไปได้และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว 2 ปี ณ วันนี้ กำลังเดินแผนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้ครม.พิจารณา หากประสบความสำเร็จจะทำให้องค์กรเป็นอิสระ สามารถแก้ไขปัญหาด้านบุคลากรที่ไม่เพียงพอ ลดงานคั่งค้าง และไม่คิดว่าความร่วมมือที่มีต่อหน่วยงานต่างๆ จะถูกริดรอนไป
“เราไม่ใช่หน่วยงานที่เกิดใหม่ แต่เป็นการแปรสภาพจากฐานเดิมที่แน่นอยู่แล้วจึงมั่นใจว่าสามารถเลี้ยงตัวเองได้ แต่ละปีกรมมีรายรับ 380-400 ล้านบาท ได้งบประมาณปีละประมาณ 300 ล้านกว่าบาท เมื่อแยกออกไปที่ต้องขอให้รัฐช่วยสนับสนุนคืองานประเภทปราบปราม ในภาพรวมมองว่าจะเป็นการช่วยบรรเทาให้ภาระของภาครัฐน้อยลง และทำให้เกิดการพัฒนาระบบงานที่ดีขึ้น”
ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่า กรมควรคิดและทำให้ตัวเองเป็นอิสระจากผลประโยชน์ก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องการเป็นองค์การมหาชน อธิบดี อธิบายว่า กรมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอยู่เสมอ คนที่ไม่ต้องการให้ออกอาจเกรงเรื่องสิทธิบัตรที่หากมีอำนาจอนุมัติเร็วขึ้นจะทำให้เกิดการเอื้อประโยชน์ต่อคนบางกลุ่ม จุดนี้ขอยืนยันว่าสิ่งที่ยึดมั่นคือประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ใช้ความเป็นกลาง ยึดข้อเท็จจริงตามหลักฐาน และพิจารณาตามข้อกฎหมายเป็นหลัก
“ทุกคนแคร์เสียงทักท้วง และตระหนักถึงความเป็นธรรมในสังคมอยู่เสมอ ทุกเสียงตำหนิคือเสียงสวรรค์ที่ทำให้เรานำมาปรับปรุงตัวเอง อย่าเพิ่งมองว่าจะทำให้มีคนเสียประโยชน์ เป็นเรื่องปกติที่ไม่มีฝ่ายไหนที่จะได้อยู่ฝ่ายเดียว คนที่ไม่พอใจเรารับฟังเสมอ ถ้าช่วยได้ก็ช่วยไป แต่ถ้าขัดต่อกฎหมายก็ทำไม่ได้ สำหรับเรื่องนี้ยังอยู่แค่ยกที่ 1 ยังเหลืออีกหลายขั้นตอนกว่าจะครบ 15 ยก เรื่องน็อกเอาท์ไม่ต้องพูดถึงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว”
นอกจากนี้ ยังเปิดให้ภาคประชาชนเสนอชื่อตั้งคณะกรรมการต่างๆ เข้ามาได้ "ไม่เคยกีดกันใคร แต่ขอให้เข้าใจว่าคนที่ตัดกรรไกรคือกระทรวงพาณิชย์ และสุดท้ายคือครม."
พร้อมกล่าวถึงแนวทางการทำงานท่ามกลางสภาวะความขัดแย้งว่า ต้องเดินอยู่บนทางสายกลาง ใช้หลักการตามหลักเกณฑ์เดียวกันกับองค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก และกฎหมายไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไป ต้องสร้างความเข้าใจ ประนีประนอม ชี้ให้แต่ละฝ่ายเห็นว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร รวมถึงพยายามให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ในฐานะผู้ยืนอยู่ในจุดสูงสุดขององค์กร เธอบอกว่า ต้องมองภาพกว้าง วางแผนที่ดี และทำงานเป็นทีม เพราะอธิบดีคนเดียวไม่สามารถทำงานได้ เมื่อตั้งเป้าไว้ต้องก้าวไปให้ถึง และต้องทำให้ได้ 90% ขึ้นไป ซึ่งที่ผ่านมาทำได้ตามนี้มาตลอดยกเว้นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุม
เธอกล่าวด้วยว่า ระยะยาววางแผนจะนำไอทีเข้ามาพัฒระบบจดทะเบียนให้เป็นระบบไร้กระดาษทั้งหมด ซึ่ง 3 ปีก่อนเริ่มดำเนินการเรื่องเครื่องหมายการค้าไปด้วยงบประมาณ 25 ล้านบาทแต่ยังไม่เสร็จดี เพราะเป็นศาสตร์เฉพาะทางต้องใช้เวลา เฟสต่อไปอีก 1 ปีหลังโครงการแรกเสร็จจะทำเรื่องสิทธิบัติต่อ
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์<http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/it/20110815/404710/%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%89%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B2-%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4-%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2.html
|