Cheap Adobe Photoshop OEM
Buy Viagra Usa
Buy Publisher 2013
Buy LightRoom 3 for Mac Cheap
Adobe Photoshop Cs5 Upgrade
Buy Adobe SoundBooth CS5 for Mac
Buy Windows Vista
Buy Windows 7 Ultimate Cheap
Microsoft Windows 8 Oem
Cheap MS Office Professional 2013
Download Autodesk 3ds Max Design 2012 OEM
Buy Autodesk AutoCAD Map 3D 2012
Discount Adobe Dreamweaver CS6
EnglishThai

มือปราบความขัดแย้งทางปัญญา" PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
Friday, 24 August 2012

“กรุงเทพไอที” มีโอกาสได้พบปะและพูดคุยกับหญิงแกร่งคนหนึ่ง ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการทำงานของแวดวงธุรกิจ เป็นหนึ่งในผู้มีอำนาจชี้ขาดและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จทางความคิดของบุคคลหลายกลุ่ม เป็นทั้งมิตรและศัตรูของคนหลายๆ คนที่ต้องเสียประโยชน์บ้างได้ประโยชน์บ้างตามสัจธรรมของการใช้ชีวิต

“นางปัจฉิมา ธนสันติ” อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา คนที่ 9 คือผู้หญิงคนนั้น คนที่แม้จะมีโอกาสได้วิสาสะกันเพียงชั่วโมงเศษๆ แต่ก็ทำให้รู้สึกได้ว่า ผู้หญิงคนนี้มีเลือดนักสู้อยู่ในตัวเต็มเปี่ยม ถึงจะยืนอยู่บนจุดที่สูงจนหนาวแค่ไหน มีภาระต้องพูดเรื่องเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมากับคนหลายกลุ่มที่ผ่านเข้ามาในแต่ละวันมากเพียงใด ก็ไม่เคยแสดงออกถึงความเหน็ดเหนื่อยและยังคงรักษาใบหน้าและแววตาที่เปื้อนยิ้มไว้อยู่เสมอ

เธอ มีวิธีการรับมืออย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น อะไรคือจุดยืนของการมุ่งหน้าสู่การทำงานบนความขัดแย้งที่ไม่ว่าจะทำดีหรือไม่ ก็มิอาจหลีกหนีเสียงติฉินนินทาไปได้ และมุมมองต่อคำถามที่ว่าด้วยเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนในพันธกิจในมือที่หลายคนยังคาใจ บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้มีคำตอบ...

ปลดบัญชีดำ “พีดับบลิวแอล”
นางปัจฉิมา กล่าวถึงแนวทางการทำงานที่ผ่านมาและช่วงรอยต่อการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลว่า ยุทธศาสตร์หลักยังคงมุ่นมั่นในจุดยืนของตัวเองที่มีหน้าที่ปรามปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไม่ว่าจากช่องทางใดก็ตาม ขณะนี้หน้าที่ที่ต้องทำยังคงเหมือนเดิมเพียงแต่อาจมีประเด็นใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ต้องปรับแก้ให้การทำงานสอดคล้อง และครอบคลุมมากขึ้น

เธอยกตัวอย่างถึงกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต ว่าเป็นอีกหนึ่งงานที่กำลังเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นหลังจากที่ยื่นเรื่องไปตั้งแต่ปี 2548 ขณะนี้ผ่านการชี้แจง และผ่านการนำเสนอกับคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ที่เหลือคือรอให้คณะรัฐมนตรีส่งต่อไปยังสภาเพื่อพิจารณาต่อไป

“เข้าใจว่าช่วงนี้เป็นฤดูของการเปิดสภา ถ้ากฎหมายหลายๆ ฉบับที่เรากำลังผลักดันเข้าไปทั้งเรื่องความลับทางการค้า เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ตทำได้ทันก็คงดี แต่เท่าที่ทราบมีเรื่องที่รออยู่มากกว่า 200 เรื่อง ฉะนั้นจึงไม่อาจตอบได้ว่าจะสำเร็จเมื่อใด แต่ก็หวังว่าครม.จะให้ความสำคัญและมองเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ถ้าผ่านไปได้ไทยจะได้หลุดจากบัญชีพีดับบลิวแอล หรือประเทศที่ถูกจับตามองการไม่ให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเสียที”

พร้อมระบุว่า การใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เติบโตสูงมากทำให้การปราบปรามยากขึ้น ประเด็นที่ต้องแก้ไขในกฎหมาย เช่น เรื่องการทำซ้ำ เผยแพร่ การแชร์ไฟล์ ดาวน์โหลดจากเว็บบิท พีทูพี โซเชียลเน็ตเวิร์ค หรือเรื่องไอเอสพีที่ผู้ให้เช่าพื้นที่เข้ามารับผิดชอบด้วย ส่วนผู้ที่เช่าใช้ของต่างประเทศที่ไม่สามารถใช้กฎหมายไทยจัดการได้ต้องอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมากับสหรัฐเมื่อขอความร่วมมือไปก็จัดการให้

ขณะเดียวกัน พ.ร.บ.คอมพ์ของกระทรวงไอซีทีก็ยังมีเนื้อหาที่ไม่ครอบคลุมการละเมิดลิขสิทธิ์ และเครื่องหมายการค้ามากพอ ฉบับใหม่ที่แก้กันอยู่ก็ยังไม่ลงตัว

อย่างไรก็ดี ระหว่างรอ กรมยังคงเดินหน้าทำงานเชิงรุกต่อไป ไม่ได้ตั้งรับอย่างเดียว ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกเปิดให้แจ้งเบาะแสเข้ามา และส่งเรื่องต่อไปยังดีเอสไอเพื่อดำเนินการ

“การร่วมงานกับรัฐบาลชุดใหม่ไม่ได้ก่อให้เกิดความกังวลอะไร ขณะนี้เตรียมเสนองานให้รมต.คนใหม่ไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งเรื่องการปราบปราม อบรม ประชุม ความร่วมมือกับต่างประเทศ ไม่ต่ำกว่า 5 โครงการโดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนส.ค.นี้เป็นต้นไปเลย”

ศก.สร้างสรรค์ควรมีต่อ
ข้อมูลล่าสุดปี 2554 ระบุว่า ในอาเซียนประเทศไทยเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ การศึกษาวิจัยอยู่ลำดับที่ 3 รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย การขอเครื่องหมายการค้าอยู่อันดับ 2 รองจากเวียดนาม ด้านการออกแบบครองอันดับที่ 1 เพราะคนไทยเก่ง มีสินทรัพย์ให้นำไปใช้จำนวนมากแต่ยังไม่นำไปใช้อย่างเต็มที่

อธิบดีคนเดิมบอกว่า เรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต้องฝากให้รัฐบาลใหม่พิจารณาว่าจะทำอย่างไรถึงจะเหมาะสม เธอมองว่าควรมีต่อไปเพราะทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง

ล่าสุดเดือนก.ค.ในเวทีอาเซียน เธอได้รับตำแหน่งประธานคณะทำงานความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน ซึ่ง 2 ปีจากนี้ไป เชื่อว่าจะได้เห็นบทบทบาทที่มากขึ้นของประเทศไทยในฐานะแกนนำการจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

พร้อมกับเผยว่า อาเซียนเป็นคู่ค้าที่สำคัญ และเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย ปี 2553 มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปยังอาเซียนสูงถึง 43,000 ล้านดอลลาร์ อันดับ 2 ญี่ปุ่น อันดับ 3 สหรัฐ อันดับ 4 สหภาพยุโรป คิดเป็นสัดส่วน 22.7% ของยอดการส่งออกไปไทยไปทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ถึง 36.46%

“เมื่อเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนไทยต้องเตรียมพร้อมข้างในให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็จะแข่งขันกับเขาไม่ได้ เราเองต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง อย่าไปอิงกับต่างประเทศมากเกินไป”

เดินหน้าแปรรูปสู่องค์การมหาชน
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวถึงแผนการนำกรมแยกเป็นองค์การมหาชน ภายใต้สังกัดกระทรวงพาณิชย์ว่า ก่อนหน้านี้ ได้วิจัยความเป็นไปได้และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว 2 ปี ณ วันนี้ กำลังเดินแผนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้ครม.พิจารณา หากประสบความสำเร็จจะทำให้องค์กรเป็นอิสระ สามารถแก้ไขปัญหาด้านบุคลากรที่ไม่เพียงพอ ลดงานคั่งค้าง และไม่คิดว่าความร่วมมือที่มีต่อหน่วยงานต่างๆ จะถูกริดรอนไป

“เราไม่ใช่หน่วยงานที่เกิดใหม่ แต่เป็นการแปรสภาพจากฐานเดิมที่แน่นอยู่แล้วจึงมั่นใจว่าสามารถเลี้ยงตัวเองได้ แต่ละปีกรมมีรายรับ 380-400 ล้านบาท ได้งบประมาณปีละประมาณ 300 ล้านกว่าบาท เมื่อแยกออกไปที่ต้องขอให้รัฐช่วยสนับสนุนคืองานประเภทปราบปราม ในภาพรวมมองว่าจะเป็นการช่วยบรรเทาให้ภาระของภาครัฐน้อยลง และทำให้เกิดการพัฒนาระบบงานที่ดีขึ้น”

ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่า กรมควรคิดและทำให้ตัวเองเป็นอิสระจากผลประโยชน์ก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องการเป็นองค์การมหาชน อธิบดี อธิบายว่า กรมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอยู่เสมอ คนที่ไม่ต้องการให้ออกอาจเกรงเรื่องสิทธิบัตรที่หากมีอำนาจอนุมัติเร็วขึ้นจะทำให้เกิดการเอื้อประโยชน์ต่อคนบางกลุ่ม จุดนี้ขอยืนยันว่าสิ่งที่ยึดมั่นคือประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ใช้ความเป็นกลาง ยึดข้อเท็จจริงตามหลักฐาน และพิจารณาตามข้อกฎหมายเป็นหลัก

“ทุกคนแคร์เสียงทักท้วง และตระหนักถึงความเป็นธรรมในสังคมอยู่เสมอ ทุกเสียงตำหนิคือเสียงสวรรค์ที่ทำให้เรานำมาปรับปรุงตัวเอง อย่าเพิ่งมองว่าจะทำให้มีคนเสียประโยชน์ เป็นเรื่องปกติที่ไม่มีฝ่ายไหนที่จะได้อยู่ฝ่ายเดียว คนที่ไม่พอใจเรารับฟังเสมอ ถ้าช่วยได้ก็ช่วยไป แต่ถ้าขัดต่อกฎหมายก็ทำไม่ได้ สำหรับเรื่องนี้ยังอยู่แค่ยกที่ 1 ยังเหลืออีกหลายขั้นตอนกว่าจะครบ 15 ยก เรื่องน็อกเอาท์ไม่ต้องพูดถึงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว”

นอกจากนี้ ยังเปิดให้ภาคประชาชนเสนอชื่อตั้งคณะกรรมการต่างๆ เข้ามาได้ "ไม่เคยกีดกันใคร แต่ขอให้เข้าใจว่าคนที่ตัดกรรไกรคือกระทรวงพาณิชย์ และสุดท้ายคือครม."

พร้อมกล่าวถึงแนวทางการทำงานท่ามกลางสภาวะความขัดแย้งว่า ต้องเดินอยู่บนทางสายกลาง ใช้หลักการตามหลักเกณฑ์เดียวกันกับองค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก และกฎหมายไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไป ต้องสร้างความเข้าใจ ประนีประนอม ชี้ให้แต่ละฝ่ายเห็นว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร รวมถึงพยายามให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ในฐานะผู้ยืนอยู่ในจุดสูงสุดขององค์กร เธอบอกว่า ต้องมองภาพกว้าง วางแผนที่ดี และทำงานเป็นทีม เพราะอธิบดีคนเดียวไม่สามารถทำงานได้ เมื่อตั้งเป้าไว้ต้องก้าวไปให้ถึง และต้องทำให้ได้ 90% ขึ้นไป ซึ่งที่ผ่านมาทำได้ตามนี้มาตลอดยกเว้นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

เธอกล่าวด้วยว่า ระยะยาววางแผนจะนำไอทีเข้ามาพัฒระบบจดทะเบียนให้เป็นระบบไร้กระดาษทั้งหมด ซึ่ง 3 ปีก่อนเริ่มดำเนินการเรื่องเครื่องหมายการค้าไปด้วยงบประมาณ 25 ล้านบาทแต่ยังไม่เสร็จดี เพราะเป็นศาสตร์เฉพาะทางต้องใช้เวลา เฟสต่อไปอีก 1 ปีหลังโครงการแรกเสร็จจะทำเรื่องสิทธิบัติต่อ

ที่มา :   กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์<http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/it/20110815/404710/%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%89%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B2-%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4-%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2.html