|
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดตัวโครงการสร้างภาพลักษณ์ไหมไทยสู่ตลาดโลก |
|
|
|
|
Written by KMadmin
|
|
ศุกร์, 25 กุมภาพันธ์ 2011 |
|
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดตัวโครงการสร้างภาพลักษณ์ไหมไทยสู่ตลาดโลก
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดตัวโครงการสร้างภาพลักษณ์ไหมไทยสู่ตลาดโลก จับมือกรมหม่อนไหมบูรณาการร่วมกัน ผลักดันสุดยอดโครงการ คัดสรรผ้าไหมมัดหมี่ไทย และประกวดออกแบบลายผ้า หวังสร้างนักออกแบบลายผ้ารุ่นใหม่ประดับฟ้าเมืองไทย ได้สุดยอดกูรูด้านผ้าไหมมัดหมี่ และดีไซเนอร์ชั้นนำของไทยร่วมเป็นกรรมการ ลั่นอุตสาหกรรมไหมไทยมีอนาคต ยอดส่งออกปีที่แล้วกว่า 600 ล้านบาท มีตลาดหลักคือสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554: สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์: นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการจัดทำโครงการสร้างภาพลักษณ์ไหมไทยสู่สากล ซึ่งเป็นโครงการย่อยภายใต้โครงการสร้างภาพลักษณ์ใหม่สินค้าไทยสู่สากล มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไหมไทยในภูมิภาคต่างๆ ถึงสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาดสินค้าไหมไทยทั้งในประเทศและตลาดโลก และเจตนารมย์ของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการให้ผู้ประกอบการไทยประสานองค์ความรู้พื้นบ้าน ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ประกอบกับฝีมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงรูปลักษณ์และการใช้ประโยชน์ของผ้าไหมไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าและคุณค่าของไหมไทยให้สูงขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างเอกลักษณ์และความต้องการจากหลายส่วนของทั้งในตลาดภายในประเทศและในต่างประเทศ
“โครงการสร้างภาพลักษณ์ไหมไทยสู่สากลเป็นหนึ่งในโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ซึ่งเป็นแผนงานพัฒนาศักยภาพของเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ที่รัฐบาลได้ประกาศพันธสัญญา 12 ข้อ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและกำหนดเป้าหมายให้การขับเคลื่อนพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในภูมิภาคอาเซียน และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จากร้อยละ 12 ของผลผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาขาติ (GDP) เป็นร้อยละ 20 ภายในปี 2555”
นายอลงกรณ์ กล่าวต่อไปว่าจากข้อมูลของกรมหม่อนไหม ระบุว่ามูลค่าการส่งออกไหม และผลิตภัณฑ์ไหมของประเทศไทยในปี 2553 มีกว่า 682.72 ล้านบาท ทั้งนี้มีตลาดการส่งออกที่สำคัญคือประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นตลาดส่งออกไหม และผลิตภัณฑ์ไหมที่ใหญ่ที่สุดของโลก และใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยด้วยมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 206.58 ล้านบาท ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นตลาดอันดับสองของประเทศไทยในการส่งออกไหม และผลิตภัณฑ์ไหมด้วยมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 89.90 ล้านบาท และประเทศสหราชอาณาจักรเป็นลำดับที่สามซึ่งนับว่าเป็นตลาดส่งออกไหม และผลิตภัณฑ์ไหมที่ใหญ่ที่สุดในสหภาพยุโรป ด้วยมูลค่าการส่งออก 56.49 ล้านบาท นอกจากนี้มีตลาดที่มีศักยภาพที่น่าสนใจได้แก่ ประเทศฝรั่งเศส สิงคโปร์ แคนาดา เบลเยี่ยม ฮ่องกง และอิตาลี ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การส่งออกไหม และผลิตภัณฑ์ไหมของประเทศไทย คาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผ้าไหมทอมือที่ผลิตในประเทศไทยซึ่งมีความละเอียดอ่อน ประณีตสวยงาม มีความแวววาวในตัวเอง มีเอกลักษณ์เป็นพิเศษแตกต่างจากผ้าไหมของประเทศอื่น ดังนั้น หากไทยสามารถสร้างเอกลักษณ์ รูปแบบของไหมไทยให้สามารถตอบสนองตลาดที่ถูกต้องก็จะสามารถสร้างปริมาณความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและในต่างประเทศโดยการต่อยอด ภูมิปัญญาไทยให้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการใช้การออกแบบ ทั้งลวดลายและลักษณะของการใช้งาน จะเป็นโอกาสดีที่จะมีการปรับตัวของอุตสาหกรรมไหมไทยต่อไป แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น ไทยจะสามารถสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของสินค้าไหมไทยให้เป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทยได้”
โครงการสร้างภาพลักษณ์ไหมไทยสู่สากลมีกิจกรรมหลักๆได้แก่ การจัดสัมมนาผู้ประกอบการในระดับภูมิภาคเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับไหมไทยในตลาดโลก การออกแบบ และการผลิตไหมไทยตามสมัยนิยม การปรับตัวของผู้ประกอบการไทยเพื่อรองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในภาคต่างๆ ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุบลราชธานี ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ และภาคใต้ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี กิจกรรมคัดสรรสุดยอดผ้าไหมมัดหมี่จากช่างฝีมือชาวไทย ที่มีวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อกระตุ้นวงการอุตสาหกรรมไหมไทยให้เกิดการพัฒนาคุณภาพ และรูปแบบ ตลอดจนยกระดับสินค้าผ้าไหมไทยให้ได้รับความนิยมในระดับสากล ช่วยอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และรวบรวมองค์ความรู้ด้านผ้าไหมไทยเพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้า และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อสนองพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในการอนุรักษ์การทอผ้าไหมมัดหมี่ในประเทศไทย และกิจกรรมการประกวดนักออกแบบลายผ้า (Textile Designers)
“กิจกรรมคัดสรรสุดยอดผ้าไหมมัดหมี่ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และเชี่ยวชาญผ้าไหมที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสุดยอดในประเทศไทย ได้แก่ นายประทีป มีศิลป์ รองอธิบดีกรมหม่อนไหม, สมพงษ์ ทิมแจ่มใส ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เจ้าของผลงานลวดลายและสีสันบนผ้าทอพื้นเมือง,อาจารย์แบน แสงโสม, อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ, วีรธรรม ตระกูลเงินไทย นักออกแบบผ้าไหม แกนนำกลุ่มทอผ้ายกทองจันทร์โสมา หมู่บ้านท่าสว่าง จังหวัดสุรินทร์ (หมู่บ้านทอผ้าเอเปก) และนายมีชัย แต้สุจริยา แห่ง “บ้านคำปุน” ศิลปินดีเด่นจังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ.2544 ผู้คิดค้นและออกแบบผ้าลายกาบบัว ผ้าเอกลักษณ์จังหวัดอุบลราชธานี” นายอลงกรณ์กล่าว
นายอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่า “สำหรับเจ้าของผ้าไหมมัดหมี่ที่ได้รับการคัดสรรว่าเป็นสุดยอดและได้รับรางวัลขนะเลิศอันดับที่ 1 นั้น จะได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท สำหรับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 จะได้รับเงินรางวัล 20,000 บาทและรองชนะเลิศอันดับที่ 3 เงินรางวัล 10,000 บาท และรางวัลชมเชยสองรางวัล รางวัลละ 5,000 บาท โดยเปิดรับสมัครส่งผลงานตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ – วันที่ 8 เมษายน 2554 ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถติดต่อขอรับใบสมัคร หรือส่งผลงานได้ที่ สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติเขต 1 – เขต 5 และศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติทั่วประเทศไทย หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.ipthailand.go.th หรือ www.qthaisilk.com และในการนี้จะมีการรวบรวม สุดยอดผ้าไหมมัดหมี่จำนวน 100 ผืน เพื่อนำมาพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือ “สุดยอดผ้าไหมมัดหมี่ของไทย” อีกด้วย”
อีกหนึ่งกิจกรรมคือการประกวดออกแบบลายผ้า หรือ Textile Designers เป็นการประกวดออกแบบลายผ้า ลายประยุกต์ หรือลายร่วมสมัย โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์มุ่งสร้าง และพัฒนาศักยภาพของนักเรียน นิสิต นักศึกษาไทยในการรังสรรค์การออกแบบลายผ้า ซึ่งการออกแบบลายผ้ามีการประกวดเป็นสามรูปแบบ ได้แก่ การออกแบบลายผ้าประเภทผ้าทอ และผ้าพิมพ์สำหรับแฟชั่น และการออกแบบลายผ้าทอสำหรับอุตสาหกรรมตกแต่ง และเฟอร์นิเจอร์ ทั้งนี้คณะกรรมการสำหรับการประกวดออกแบบลายผ้า ล้วนแต่เป็นผู้มีชื่อเสียงในวงการแฟชั่น และสิ่งทอ ทั้งสิ้น ได้แก่ นายทินนาถ นิสาลักษณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ บริษัท จิม ทอมป์สัน จำกัด , จักกาย ศิริบุตร ศิลปินสิ่งทอ, ชัย เจียมอมรรัตน์ นักออกแบบเสื้อผ้าแบรนด์ Headquarter, ศศิวรรณ ดำรงศิริ นักออกแบบลายผ้าร่วมสมัย ชบา บาติก , ระพี ลีละสิริ นักออกแบบดีเด่นปี 2551 และ ดร.น้ำฝน ไล่ศัตรูไกล โดยมีเงินรางวัลแบ่งออกเป็นรางวัลชนะเลิศเงินรางวัลประเภทละ 30,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทละ 20,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ประเภทละ 10,000 บาท และรางวัลชมเชยประเภทละสองรางวัลๆละ 5,000 บาท ทั้งนี้ผู้สนใจติดต่อรับสมัคร และส่งผลงานได้ที่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 25 มีนาคม 2554”
*****************************
รายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อ
อินทิรา ใจอ่อนน้อม /ชุตินันท์ รงคะอำพันธุ์/พลพจน์ ศรีพระจันทร์/เอกภพ พันธุรัตน์
บริษัท 124 คอมมิวนิเคชั่นส คอนซัลติ้ง จำกัด โทร. 02-718-1886
|