กระทรวงพาณิชย์ : วันที่ 22 พฤษภาคม 2552 : นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ผลจากการเดินทางไปฝรั่งเศสในครั้งนี้ ตนและคณะทำงานได้เข้าพบและหารือร่วมกับกลุ่มหลุยส์วิตอง ซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าของ LVHM มากกว่า 60 ยี่ห้อทั่วโลก เช่นธุรกิจแฟชั่น เครื่องหนัง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำหอม เครื่องสำอาง นาฬิกา และเครื่องประดับ รวมทั้งกลุ่ม COMITE COLBBERT ซึ่งเป็นสมาคมสินค้าที่มีราคาสูงของฝรั่งเศส เช่น HERMES Walt Disney และกลุ่ม Union Des Fabricants เพื่อเชิญชวนให้มาลงทุนผลิตสินค้าในประเทศไทยหรือนำสินค้าไทย เช่น ผ้าไหมไทยตรานกยูง ซึ่งเป็นตราพระราชทานไปใช้ในการผลิตสินค้าออกจำหน่าย”
“การเชิญชวนกลุ่ม LOUIS VUITTON ลงทุนผลิตสินค้าในไทย โดยใช้ไทยเป็นศุนย์การผลิตและออกแบบสินค้า เนื่องจากไทยมีศักยภาพสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียนอื่น ๆ อีกทั้งประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี มีแรงงานที่มีประสิทธิภาพและมีความสามารถในการสร้างสรรค์ ออกแบบ มีวัตถุดิบที่มีคุณภาพ เช่น ไหมไทย พลอยและหินมีค่าต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในกระบวนการผลิตของกลุ่ม LOUIS VUITTON นอกจากนี้กลุ่ม LOUIS VUITTON ยังมีศุนย์กลางกระจายสินค้าอยู่ใน 6 ประเทศเช่น ญี่ปุ่นและอีกสองประเทศในเอเชีย จึงควรพิจารณาใช้ไทยเป็นศูนย์กระจายสินค้าในภูมิภาคด้วย เพราะสินค้าของ LOUIS VUITTON ได้รับความนิยมอย่างมากในไทยและในภูมิภาคนี้ ทั้งนี้อาจเริ่มจากเสื้อผ้าสำเร็จรูป ผ้าพันคอ และเครื่องประดับ เป็นต้น”
นอกจากการเดินทางเพื่อเข้าพบและหารือกับกลุ่มธุรกิจ LOUIS VUITTON ในครั้งนี้แล้ว นายอลงกรณ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ในวันที่ 18 พฤษภาคม 52 ที่ผ่านมา ตนและคณะได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมครั้งยิ่งใหญ่อีกงานหนึ่งคืองาน “ไหมไทย สายใยแห่งแผ่นดิน” ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเจ้าของโครงการ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญหา กระทรวงพานิชย์ ได้ร่วมเป็นคณะจัดงานด้วย เพื่อเผยแพร่คุณค่าเอกลักษณ์และส่งเสริมการตลาดไหมไทยคุณภาพ ด้วยตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถที่ได้ทรงสนับสนุนและส่งเสริมผ้าไหมไทยมาโดยตลอด ซึ่งประเทศไทยได้รับเชิญจากองค์การยูเนสโกให้ร่วมจัดงานดังกล่าว ณ สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จุดเด่นของการจัดงานในครั้งนี้คือการรับรอง มาตรฐานผ้าไหมไทยภายใต้เครื่องหมายรับรอง ตรานกยูงพระราชทาน ซึ่งจดทะเบียนไว้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา มี 4 เครื่องหมาย คือ Royal Thai Silk (นกยูงสีทอง) Classic Thai Silk (นกยูงสีเงิน) Thai Silk (นกยูงสีน้ำเงิน) และ Thai Silk Blend (นกยูงสีเขียว) และกระทรวงพาณิชย์ได้นำเครื่องหมายรับรองดังกล่าวไปจดทะเบียนต่างประเทศคือ กลุ่มสหภาพยุโรป (ซึ่งได้รับความคุ้มครอง 25 ประเทศ) และอีก10 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา สเปน นอร์เวย์ อังกฤษ จีน อินเดีย สิงค์โปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และ ฮ่องกง นอกจากนี้ในงานยังมีการแสดงผ้าไหมที่ได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ผ้าไหมยกดอกลำพูน ซึ่งเข้าร่วมโครงการ สินค้าคู่แฝดกับ สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของฝรั่งเศส คือ แชมเปญ อีกด้วย
ผลจากความสำเร็จในครั้งนี้ทำให้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา เกิดแนวคิดในการสานต่อกิจกรรมจากฝ้าไหมไทย และเครื่องหมายรับรองตรานกยูงพระราชทานให้เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น จึงได้ริเริ่มจัดให้มีโครงการ Creative Thailand : ไหมไทยสู่เส้นทางโลก (SILK ROAD TO THE WORLD) โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับ สถาบันหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ การท่าอากาศยานไทย สมาคมไหมไทย และการบินไทย จัดงานแฟชั่นโชว์ผ้าไหมไทยขึ้น ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2552 ณ ชั้น 4 อาคารผู้โดยสารต่างประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมี ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
ภายในงานมีการแสดงแฟชั่นผ้าไหมไทย โดยใช้ผ้าไหมที่ได้รับเครื่องหมายรับรองตรานกยูงพระราชทาน จากฝีมือการออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้าโดยนักออกแบบชั้นนำของไทยและเดินแบบโดยสุดยอดนางแบบทั้งไทยและต่างประเทศ อาทิ Super Model จากยูเครน และ Top Model จากเวเนซูเอล่า รวมทั้งได้รับเกียรติจากคณะภริยาทูตจาก 15 ประเทศ ร่วมเป็นนางแบบกิตติมศักดิ์สวมใส่ชุดที่ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยตรานกยูง พระราชทานในการเดินแบบดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ ยังมีการให้คำปรึกษา แนะนำ และรับคำขอทรัพย์สินทางปัญญาและมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานผ้าไหมไทยอย่างต่อเนื่องอีก 5 วัน จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2552
งานดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในโครงการ Creative Thailand ที่กระทรวงพาณิชย์ให้การสนับสนุนเพราะผ้าไหมไทยมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น สามารถนำมาสร้างสรรค์ ประยุกต์ใช้ในงานออกแบบต่าง ๆ จนเป็นที่สนใจทั่วโลก อีกทั้งผู้ประกอบการสามารถนำผ้าไหมไทยไปต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าได้ ถือเป็นการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และส่งเสริมเศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์อันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญรุดหน้าต่อไป